ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูครับ กับหนังเรื่อง Inception หรือในชื่อไทยคือ “จิตพิฆาตโลก” เห็นว่ากระแสแรง, เป็นหนังแนวที่ชอบ ประจวบกับผมสอบเสร็จพอดี เลยรีบไปดูก่อนที่มันจะออกโรงไปก่อน (จริงๆ มีอีกเหตุผลนึงคือเห็นบล็อกของพี่มาร์คกับพี่ลิ่วพูดถึงในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน เลยกระตุ้นต่อมอยากดูขึ้นมา) ซึ่งต้องขอบอกว่าประทับใจมากๆ ครับ เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ผมจะเก็บ Blu-ray (ถ้ามันทำออกมาในไทย) Post นี้จะเขียนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ของหนังตามที่ผมเข้าใจ ดังนั้นมันจะเต็มไปด้วยสปอลย์แน่นอน ใครที่คิดจะดูขอให้ข้ามไปก่อน ดูหนังแล้วค่อยกลับมาอ่านอีกทีแล้วกันครับ ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายันอีกสักรอบว่าเป็นหนังที่ดีจริงๆ ยิ่งใครชอบหนังแนว Sci-fi, Psychological ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

คำเตือน: ข้างล่างนี้จะสปอลย์นะครับ ใครยังไม่ได้ดูแล้วคิดจะดู (ซึ่งผมแนะนำ) ขอให้ข้ามไปก่อนครับ

หนังเรื่องนี้เล่นกับกลไกความฝันของมนุษย์ โดยมีสมมุติฐานว่ามีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถแชร์ความฝันกันได้ จะมีคนๆ หนึ่งทำหน้าที่เป็น Dreamer (เจ้าของความฝัน) และคนอื่นๆ ที่เข้าไปแชร์ความฝัน มีแนวคิดต่างๆ ที่น่าสนใจซึ่งทุกๆ คนที่เคยฝัน (ใครกันจะไม่เคย?) คงจะรู้สึกเห็นด้วยไปกับตัวหนังแน่ๆ เช่น

  • เมื่อเราแชร์ความฝันของคนอื่น แม้คนอื่นจะเป็นผู้สร้างความฝันขึ้นมา แต่จิตใต้สำนึกของเราจะเป็นผู้ที่เป็นเป้าหมาย (ซึ่งไม่รู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่) จะทำการต่อเติมความฝันเหล่านั้น นำไปสู่แนวคิดที่ว่า หาเราสร้างสิ่งที่แทนการปกป้องคุ้มครองและความปลอดภัย (เช่นตู้เซฟ ไปจนถึงป้อมปราการ) เอาไว้ในความฝัน เมื่อเป้าหมายเข้ามาตรงจุดนี้ จิตใต้สำนึกของเป้าหมายจะทำการ Project ความคิดต่อเติมลงไปว่าอะไรคือสิ่งที่เป้าหมายคิดว่าจำเป็นต้องถูกปกป้องคุ้มครอง เป็นช่องโหว่ให้เราสามารถทำการจารกรรมความฝันได้
  • จิตใต้สำนึกของมนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเมื่อฝันอยู่ โดยหากมันพบอะไรที่ผิดปกติไปจากความคิดของเรา มันจะพยายามกำจัดสิ่งนั้นทิ้งไป โดยทั้งหมดเป็นกลไกของจิตใต้สำนึกที่มนุษย์ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้ (แต่สามารถฝึกฝนจิตใต้สำนึกให้เป็นหน่วยรบติดอาวุธสงครามได้ ฮา)
  • เมื่ออยู่ในความฝัน Dreamer สามารถ Alter (ขออภัยที่ผมนึกคำภาษาไทยดีๆ มาอธิบายไม่ได้) ความฝันของตัวเองได้ ทำให้เราสามารถสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงขึ้นมาได้ (เช่น Penrose stair ในเรื่อง เสียดาย มีใช้อยู่นิดเดียวเอง) ซึ่งแนวคิดนี้เป็นของเล่นสำคัญชิ้นนึงที่ถูกใช้ในเรื่อง ในการต่อสู้กับระบบป้องกันตัวของจิตใต้สำนึก
  • ความเหลื่อมล้ำของเวลา โดยหนังบอกว่าเมื่อเราฝัน สมองจะทำงานได้ดีกว่าเมื่อตื่น ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ากว่าความเป็นจริง ยิ่งถ้าฝันซ้อนฝัน ผลลัพธ์ก็จะยิ่งทวีคูณ
  • เมื่อเราฝันอยู่ วิธีตื่นจากฝันมี 2 วิธีหลักๆ คือการปลุกจากภายนอก เช่น Free-fall หรือน้ำ, หรือการตื่นจากในความฝันอย่างการตายในฝัน
  • แต่การตายในฝันไม่สามารถทำให้เราตื่นได้ หากยานอนหลับที่ใช้มีฤทธิ์แรงมากๆ โดยในกรณีนี้ หากเราตายในความฝัน สมองที่ควรจะตื่นกลับไปสามารถตื่นได้ จะถูกส่งไปที่จุดลึกสุดของจิตใต้สำนึกที่เรียกกันว่า Limbo
  • เมื่อเราต้องเล่นกับความฝัน เราจะสามารถแยกแยะระหว่างความฝันและความเป็นจริงได้อย่างไร? วิธีง่ายๆ คือให้ลองคิดว่าเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพราะเราไม่สามารถจำช่วงต้นของความฝันได้ หากนึกไม่ออกก็แปลว่ายังฝันอยู่ รวมทั้งให้ลองสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ รอบๆ ตัวเช่น สภาพอากาศ (เขาว่าหากปวดฉี่ตอนหลับ ก็มักจะฝันถึงฝน) หรือแรงโน้มถ่วง (เขาว่าหากนอนตกเตียง ก็มักจะฝันถึงการปีนเขา โดดร่ม อะไรเทือกนี้)
  • แม้เราจะแยกแยะระหว่างความฝันกับความเป็นจริงได้ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือความฝันของเรา หรือของใคร? คำตอบของหนังเรื่องนี้คือ Totem ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฉลาดมาก

ด้วยแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ นำไปสู่ Application ในการจารกรรมเอาข้อมูลลับออกมาจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมายผ่านทางความฝัน แต่แนวคิดที่เฉียบมากๆ ของเรื่องคือ หากเราสามารถดึงเอาข้อมูลออกมาจากความฝันได้ เราก็น่าจะสามารถฝังความคิดอะไรบางอย่างลงไปในจิตใต้สำนึกของเป้าหมายได้เช่นกัน แต่การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะฝั่งความคิดอะไรบางอย่างลงไปในตัวเป้าหมายนั้น เราจำเป็นจะต้องทำให้เป้าหมายเชื่อว่านั่นเป็นความคิดของตัวเองให้ได้ โดยวิธีที่ Cobb เลือกใช้คือการใช้ฝันซ้อนกันหลายๆ ชั้นเพื่อดำดิ่งลงไปสู่ห้วงลึกในจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย และวางต้นกำเนิดของความคิดที่จะเติบโตเป็นความคิดที่เราต้องการ

ช่วงต้นๆ ของหนังเป็นการอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับความฝันของหนัง และแนะนำให้รู้จักตัวละครในทีมแต่ละคน (ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้จะดูจบไปผมก็ยังเมาๆ จำตัวละครสลับกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ดูรู้เรื่องทั้งหมดนะครับ) พอดำเนินเรื่องไปถึงกลางๆ เรื่อง หนังจะออกไปแนวหนังจารกรรม มีการสร้าง Dream Team ขึ้นมาสำหรับงานเฉพาะกิจ แม้จะมีฉากยิงกันเยอะมาก พร้อมทั้งฉากต่อสู้ไร้แรงโน้มถ่วงสุดเท่ แต่ผมก็ไม่อาจเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนัง Action ได้ เพราะหนังขายแนวคิดฉลาดๆ หลายๆ อย่างเกี่ยวกับความฝัน และปริศนาต่างๆ ในเรื่อง ยิ่งในช่วงท้ายๆ ของเรื่องที่ลงกันไปถึงจิตระดับลึกๆ จะยิ่งสนุกและชวนสับสนมาก ทำให้การดูและตามหนังให้ทันก็เป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่งของหนังเช่นกัน ถ้าใครคิดว่าจะเข้าไปดูหนังชิวๆ ไม่อยากคิดอะไรมาก รับรองว่าดูไม่รู้เรื่องและไม่สนุกแน่นอนครับ

หลังจากดูจบ ตอนเดินออกมาจากโรงหนังรู้สึกเมาค้างนิดหน่อย เพราะตอนดูนี่ต้องคอยปรับระดับความเข้าใจขึ้นๆ ลงๆ ว่าตอนนี้อยู่ในความฝันชั้นไหน พอเดินออกมาจากโรงหนัง แอบรู้สึกเหมือนเพียงแค่ตื่นจากฝันขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งอยู่หลายนาที เป็นครั้งแรกที่ผมดูหนังจบแล้วอินได้ขนาดนี้ ความประทับใจหลังดูจบนี่ให้ 11/10 เลยครับ

ตอนนี้นึกย้อนกลับไปพบว่าหนังทิ้งประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจไว้ให้ขบคิดเยอะมาก (อย่างเช่นตอนจบของหนัง Cobb ตื่นอยู่จริงๆ หรือเปล่า? หรือทั้งหมดที่ดูมาจะเป็นแค่ความฝันอีกชั้นหนึ่ง? จริงๆ แล้ว Cobb ยังอยู่ใน Limbo หรือเปล่า?) แม้ว่าตอนเดินออกจากโรงหนังผมจะคิดว่าผมเข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่ระหว่างหาข้อมูลประกอบการเขียน Post นี้ก็พบว่าหนังสามารถตีความได้หลากหลาย ตามแต่วิธีคิดของแต่ละคน ซึ่งนำไปสู่ความสนุกในการ Discuss กันหลังจากดูหนังจบอีกต่อ โดยรวมถือว่าเป็นหนังที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา หลังจากคิดวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่แล้ว ขอให้ 10/10 ครับ

สำหรับใครที่ดูจบแล้ว (อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คิดว่าน่าจะดูกันมาแล้วนะครับ) ผมมีเรื่องอยากจะชวน Discuss เกี่ยวกับช่วงท้ายๆ ของหนังสักหน่อย โดยผมเห็นเว็บเมืองนอกว่ากันว่าฝันถัดจาก Snow Fortress นั่นคือ Limbo ซึ่งเป็น Shared state ของทุกๆ คน (เข้าใจว่าผ่านเครื่องในโลกความเป็นจริงเลย) แต่ผมเชื่อว่าตอนโดนยิง Fischer ยังไม่ตาย และ Cobb กับ Ariadne หลับไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อตามไปปลุก Fischer (เหตุผลที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเพราะนี่เป็นความฝันของ Eames การที่ Fischer ตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีแผลก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลข้อนี้เช่นกัน) โดยฝันชั้นถัดไปเป็นฝันของ Cobb และสุดท้ายที่ Cobb ก็ตายในฝันชั้นนั้น แล้วเข้าไปสู่ Limbo เพื่อช่วย Saito กลับมา โดยเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ Cobb ที่ผมเชื่อว่าเคยไป Limbo มารอบนึงแล้ว เลยสามารถรู้ตัวได้ว่าอยู่ใน Limbo และตาม Saito กลับมาได้ ใครสนใจลองไปตามอ่าน Discussion ของเขาดูก็สนุกดีเหมือนกันครับ

ก่อนปิดท้าย ขอฝากว่าใครที่ยังไม่ได้ดู แต่ดันทุรังอ่าน Post นี้ไปแล้ว อยากให้ลองไปดูกันจริงๆ ครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน สุดท้ายขอจบด้วยภาพสรุปตัวละครจาก FlickSided และโปสเตอร์จากหนังเรื่องนี้แล้วกันครับ

ป.ล. เรื่องนี้ผมไปดูที่โรง SFX เซ็นทรัลลาดพร้าวครับ เซ็งมากๆ ได้ยินมาว่ามีตั๋วราคานักเรียน/นักศึกษาอยู่ ปรากฎว่าพอไปถึงก็โดนส่งให้วิ่งวุ่นไปทางนู้นทางนี้เพื่อทำบัตรอะไรของมันไม่รู้ กว่าจะได้ซื้อตั๋วจริงๆ ก็เสียเวลาไป 10-20 นาที แถมพอเข้าไปในโรง หนังดันฉายเบี้ยวไปซะ 5 นาทีแรก เสียความรู้สึกอย่างแรง คราวหน้าไม่ดูโรงนี้อีกแล้วแน่ๆ