บทความนี้จริงๆ แล้วพี่ Master_Vivi วานให้ผมช่วยเขียนเพื่อลงเว็บ GConsole นะครับ แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้ว เลยขอเอามาลงที่บล็อกตัวเองด้วยเลย (ยัง ยังไม่ตายครับ บล็อกนี้ แค่ดองไปกว่าครึ่งปีเท่านั้นเอง OTL)

สวัสดีครับ วันนี้ผม KnightBaron ขอรับหน้าที่พาเพื่อนๆ ทุกคนไปเที่ยวงาน Tokyo Game Show 2011 แทนพี่ Master_Vivi ที่ปีนี้ติดภารกิจนะครับ ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ผมเองก็ไม่ใช่เกมเมอร์อาชีพ ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารในวงการเท่าไหร่ คราวนี้เลยจะมานำเสนอบรรยากาศรวมๆ ในงาน กับบูธของค่ายเกมต่างๆ และความรู้สึกของผมที่ได้ร่วมงาน แล้วกันนะครับ

สำหรับงาน Tokyo Game Show ปีนี้นั้น ก็ยังจัดที่ Makuhari Messe (จังหวัด Chiba แต่งานดันชื่อ Tokyo) ที่เดิมครับ โดยมีงานทั้งสิ้น 4 วันคือวันที่ 15 – 18 กันยายน แต่ 2 วันแรกนั้นจะเปิดให้เฉพาะสื่อเข้าชมงาน จากนั้น 2 วันหลังจึงจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมงาน ตัวผมได้มีโอกาสไปร่วมงานในวันที่ 17 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมงานครับ ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้อง Canon PowerShot G12 นะครับ (มีส่วนนึงถ่ายด้วยกล้อง iPhone 4 แต่ไม่ได้เอามาลงในนี้)

ตัวผมไปถึงสถานที่จัดงานเวลา 8 โมงกว่าๆ ครับ งานเปิดให้คนทั่วไปเข้าเวลา 10 โมง (สำหรับสื่อ และคนถือบัตร Supporter ซึ่งแพงกว่าปกติ 3 เท่า จะได้เข้างานก่อน) แต่เราจะประมาทคนญี่ปุ่นไม่ได้ครับ ทันทีที่ผมไปถึงก็พบว่าคนทยอยกันมาเข้าคิวพอสมควรแล้ว คิวค่อนข้างยาว (เป็นเรื่องปกติที่ญี่ปุ่น) แต่ไม่บ้าคลั่งเท่างาน Comic Market ครับ สำหรับผมที่ไปงานนั้นมาแล้วก็ค่อนข้างสบายทีเดียว อากาศเช้านี้ไม่ร้อนมากครับ พอถึงช่วงประตูงานใกล้เปิด ฝนก็เทลงมาอีกครับ โชคดีที่ไม่นานเท่าไหร่

สำหรับไฮไลท์ของงานในปีนี้ คงหนีไม่พ้น PlayStation Vita ครับ ซึ่งทันทีที่ประตูเปิด (และรออีกเกือบ 20 นาที กว่าผมจะได้เข้างานจริงๆ) ผมก็ตรงดิ่งไปที่บูธของ Sony ทันที และก็ต้องพบกับความผิดหวังครับ คิวคนรอเล่น PS Vita นั่นยาวบัดซบจนผมกลัวว่าจะไม่ได้ไปดูส่วนอื่นๆ ของงาน เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับมาที่หน้างาน และทยอยดูไปทีละบูธก่อน แล้วค่อยกลับมาดูบูธของ Sony และ PS Vita ทีหลังครับ ดังนั้นรายละเอียดจะขอยกไปพูดถึงทีหลังทีเดียวเลยนะครับ

เริ่มกันที่บูธของ Konami ครับ บริเวณรอบๆ บูธไม่มีอะไรมาก นอกจากเวที (ซึ่งเวทีของทุกบูธห้ามถ่ายภาพ แต่ผมก็แอบถ่ายมาได้บ้างแหละ ;p) และที่เหลือจะเป็นโซนทดลองเล่นเกมต่างๆ ซึ่งปีนี้เกมเด่นๆ ก็เป็นเกมในซีรีส์ Metal Gear Solid และเกมทำลายมนุษยชาติอย่าง New Love Plus สำหรับ Nintendo 3DS ครับ อีกเกมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Labyrinth no Kanata ครับ นอกจากนั้นก็มีเกมอื่นๆ เช่น Senritsu no Stratus, Ao no Kiseki และ Frontier Gate ซึ่งดูเหมือนคนจะไม่ค่อยสนใจกันสักเท่าไหร่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมได้แต่ดูเขาเล่นอยู่ห่างๆ เพราะขี้เกียจไปต่อคิว ขอเอาเวลาไปดูบูธอื่นแทนแล้วกันครับ ก่อนกลับผมแวะผ่านมาที่บูธนี้อีกรอบ เพื่อมาเอาถุง Ao no Kiseki (ที่ตอนเช้าแจกให้เฉพาะคนที่ต่อคิวเล่นเกม) ซึ่งตอนนี้แจกกันเกร่อ ขอกันคนละหลายๆ ใบก็ได้ครับ






ถัดมาข้างๆ กันเป็นบูธของ Arc System Works ครับ ตัวบูธค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ เกมที่เอามาโชว์มีเพียง 2 เกมคือ BlazBlue: Continuum Shift Extend และ Persona 4: The Ultimate in Mayonaka Arena ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เท่านั้นครับ ซึ่งก็มีคนเข้าคิวรอเล่น Persona กันเยอะทีเดียว


ต่อไปเป็นบูธของ Microsoft Japan ครับ โดยงานนี้ดูเหมือนว่า Microsoft จะพยายามดัน Kinect เต็มที่ทีเดียว เกมที่นำมาโชว์ ที่เด่นๆ ก็คงเป็น Michael Jackson The Experience และที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Final Fantasy XIII-2 ครับ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า แต่ดูเหมือนกราฟฟิคจะสู้ PS3 ไม่ได้จริงๆ นะ -3- (ล่อเป้า)



จากนั้นเป็นบูธของ Bushiroad ครับ ตัวบูธไม่ค่อยมีอะไรมาก มีแต่ Cardgame โชว์เต็มไปหมด ที่เด่นที่สุดก็คงเป็นเกม Monster Collection (ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างดัง ผมไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง)


ต่อกันด้วยบูธ Capcom ครับ ซึ่งเรียกได้ว่าจัดเต็มมากๆ เกมที่เด่นที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็น Monster Hunter tri-3G ครับ พอดีว่าผมไม่ได้เป็นแฟนเกมซีรีส์นี้สักเท่าไหร่ ก็เลยไม่ได้ไปต่อคิวเล่นกับเขา แม้ว่าพริตตี้ในชุตยูคาตะจะเย้ายวนมากก็ตามที (เอ๊ะ?) นอกจากนี้ก็มีเกม Biohazard Revelations, Sengoku BASARA 3 Utage, Asura’s Wraith และ Dragons Dogma ที่จัดบูธได้อลังการสุดๆ ครับ นอกจากนี้ยังมีการแจก Special DVD ซึ่งผมก็ไปรับมาด้วยแผ่นนึง เข้าใจว่าข้างในคงเป็น Trailer เกมต่างๆ ครับ





มาถึงบูธของ Bandai-Namco กันบ้าง หน้าบูธเป็นเวทีขนาดใหญ่ ถัดมาข้างๆ เป็นจอฉาย Trailer เกมต่างๆ ขนาดยักษ์ (ซึ่งน่าเสียดายที่ห้ามถ่ายภาพครับ) ถัดมาข้างๆ เป็นโซนของ Mobile Suit Gundam: Extreme VS. ครับ ด้านหลังของบูธเป็นโซนโชว์เกมต่างๆ โดยที่เด่นที่สุดดูเหมือนจะเป็น THE IDOLM@STER 2 (PS3) ที่คิวเต็มกันตั้งแต่หัววันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มี Ace Combat: Assault Horizon และอีกหลายๆ เกมตามในภาพครับ ผมเข้าใจว่าเนื่องจาก Tales of Xillia นั้นวางจำหน่ายไปเรียบร้อยแล้ว คนเลยไม่เห่อกันเท่าไหร่ อ่อ! มีการโชว์ Packaging ของเกม Mahou Shoujo Madoka Magica Portable, Mahou Shoujo Lyrical Nanoha A’s Portable: The Gears of Destiny และ Macross F Sayonara No Tsubasa Hybrid Pack ด้วยครับ





ถัดมาเป็นบูธของ SEGA โดยเกมที่เด่นที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็นเกมซีรีส์ Hatsune Miku อย่าง Project Mirai และ Project DIVA Extend รวมถึง 7th Dragon 2020 ที่ Miku มาโผล่ได้ยังไงก็ไมรู้ นอกจากนี้ก็เป็น Rhythm Phantom Theif R: Emperror Napoleon’s Legacy, Phantasy Star Online 2, Kurohyou 2, Ragnarok Odyssey ที่ส่วนตัวผมตกใจก็คือ Time Leap จะลง PS3 ด้วยครับ





ติดกันเป็นบูทของ EA ซึ่งก็ได้ขนทัพเกมใหม่ๆ ที่มีกำหนดวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นโดย SEGA โดยเกมที่เด่นที่สุดก็คือ Battlefield 3 และ Mass Effect 3 ซึ่งนำมาให้ลองเล่นกันทั้งคู่ครับ สังเกตได้ว่าคนที่มาต่อคิวเล่นเกือบทั้งหมดจะเป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น ทางบูธก็มีเกมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเตรียมไว้รองรับเช่นกันครับ ในฐานะแฟนเกมของ Bioware และแฟนซีรีส์ Mass Effect ผมเลยเปิดซิง ไปต่อคิวเล่น Mass Effect 3 เป็นเกมแรกครับ (จะว่าไป นี่มันเป็นงานเกมญี่ปุ่นนะเห้ย!) หลังจากต่อคิวอยู่ร่วมชั่วโมง ผมก็ได้จับเกมนี้เป็นเวลา 15 นาทีครับ โดยในเดโมนี้ เราจะได้เล่น 1 ภารกิจเต็มๆ (ถ้ามีปัญญาเคลียทันใน 15 นาที) โดยทีมของเราประกอบด้วย Shepard, Garrus และ Liara (เธอกลับมาแล้ว!) สกิลต่างๆ ของตัวละครคล้ายกับภาคก่อนๆ ตัวเกมการเล่นก็คล้ายกันครับ ภารกิจที่ได้ลองเล่นยังไม่มีตัวเลือก และบทสนทนาอะไรมาก นอกจากเดินหน้ายิงอย่างเดียว ที่ใหม่หน่อยก็เห็นจะเป็นการใช้มีด Omni-tool เป็นอาวุธระยะประชิดได้ (ซึ่งเท่มาก!) ส่วนเกมที่หลายๆ คนให้ความสนใจกันมากอย่าง Battlefield 3 นั้นผมไม่ได้เล่นครับ เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเกมแนวนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็มีภาพ (แอบ) ถ่ายมาฝากเล็กๆ น้อยๆ ครับ



ต่อมาเป็นค่าย Acquice ซึ่งบูธไม่ใหญ่มาก ค่อนข้างเงียบเหงาครับ เกมที่นำมาโชว์หลักๆ ก็คือ Ken to Mahou to Gakuen Mono Final กับ Gladiator VS ครับ


มาถึงบูธของ Sony รอบที่ 2 คิว PS Vita ยังยาวไม่ปราณีเหมือนเดิมครับ จริงๆ ที่บูธก็ยังมีโซนเกม PSP และ PS3 ให้ลองเล่นอยู่บ้าง แต่เทียบกันไม่ได้เลยกับโซน PS Vita ครับ โดย Sony ขนเกมสำหรับ PS Vita ที่เปิดตัวแล้วมาให้ลองเล่นกันเกือบครบทีเดียว สำหรับตัวบูธจัดมาได้อลังการมากๆ มีจอที่น่าจะใหญ่ที่สุดในงานฉาย Trailer เกมต่างๆ เนื่องจากคนยังเยอะอยู่ ผมเลยตัดสินใจว่าจะเดินงานให้ทั่วก่อน และถ้ามีเวลาเหลือค่อยกลับมาต่อคิวเล่น PS Vita เป็นอย่างสุดท้าย (ซึ่งก็มีเวลาเหลือจริงๆ ติดตามตอนท้ายนะครับ) จริงๆ แล้วที่บูธนั้นห้ามถ่ายภาพ แต่ผมก็แอบยิงๆ คนเล่น PS Vita มาได้นิดหน่อยด้วยความอิจฉาครับ



ถัดมาเป็นค่าย Tecmo Koei ครับ เกมที่เด่นที่สุดก็ืคือ Ninja Gaiden 3 และซีรีส์ Dynasty Warriors แน่นอน โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าจัดบูธได้ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เลยไม่ได้เก็บรายละเอียดมามากนักครับ



สุดท้ายเป็นบูธของ Square-Enix ครับ ตัวบูธไม่มีอะไรโชว์มากนัก นอกจากเครื่องเล่นเกมจำนวนมหาศาลรองรับคนที่จะมาลองเล่นเกม ซึ่งแต่ละเกมที่ขนมานั้นเรียกได้ว่าเด็ดทุกเกมครับ ไม่ว่าจะเป็น Final Fantasy XIII-2, Final Fantasy Type-0, Theatrhythm Final Fantasy (ที่โคตรจะน่ารักเลย), Kingdom Hearts 3D: Dream Drop Distance และ Slime MoriMori Dragon Quest 3 ครับ นอกจากนั้นมีอีกเกมที่ดูน่าสนใจก็คือ Bravery Default: Flying Fairy ครับ ด้วยความเป็นแฟนบอย ผมก็ได้ไปต่อคิวเล่น Final Fantasy XIII-2 กับเขามาเหมือนกันครับ ตัวเกมการเล่นไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปจากภาคเดิม (แปลว่าตรงดิ่ง) นอกจากระบบ Quick Time Event (QTE) ให้กดเล่นระหว่างฉากสำคัญๆ บ้างช่วง (คล้ายๆ เกม Fahrenheit แต่ง่ายกว่าเยอะ) คราวนี้คงเวลาดูหนังคงหายเบื่อมากขึ้น เท่าที่ได้เล่น ยังไม่เจอเมืองขนาดใหญ่ตามที่สัญญาไว้ครับ มาภาคนี้นี้เราจะได้เล่นเป็นคุณน้องเซร่าสักที (ฮา) แต่ Moogle บินไปบินมา แถมแปลงร่างเป็นอาวุธของเซร่านี่ก็ทำให้บรรยากาศแปลกไปพอสมควร โดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้เกลียด Final Fantasy XIII สักเท่าไหร่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูก็ค่อนข้างประทับใจครับ ถัดมาที่ได้ลองเล่นเป็น Final Fantasy Type-0 ที่สารภาพว่าผมเล่นไม่ค่อยจะเป็นเลยไม่ประทับใจสักเท่าไหร่ ระบบการต่อสู้ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Monster Hunter ปนๆ กับ Crisis Core: Final Fantasy VII แต่เร็วกว่า และมีสมาชิกในทีมเป็นโหลให้เลือกเปลี่ยนตัว (แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกมง่ายขึ้นแต่อย่างใด) นอกจากนี้ที่น่าสนใจก็มีเครื่อง PS3 ลาย Final Fantasy XIII-2 มายั่วน้ำลายกันครับ




ที่หลังบูธยังมีเกมจากฝั่งตะวันตกอย่างมาร่วมโชว์ด้วย ที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็น Rage และ Assassin’s Creed Revelations ซึ่งเกมหลังนี่จริงๆ ผมก็อยากจะเล่นพอสมควร แต่เนื่องด้วยเวลาไม่ค่อยจะมีแล้ว ขอเอาเวลาไปทิ้ง ณ ที่หมายสุดท้าย ที่เป็นเป้าหมายหลักที่ผมมางานนี้ครับ

กลับมาที่บูธของ Sony คราวนี้มีเวลาเหลือเต็มที่แล้วครับ เลยเอาไงเอากัน ต่อคิวยาวนรกเพื่อจะได้สัมผัสกับ PS Vita ที่รอคอยครับ ต้องยืนรอหน้าบูธเกือบชั่วโมง กว่าจะเปิดให้ต่อคิว (เขาเปิดให้ต่อคิวเป็นช่วงๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม กันคนแน่นล่ะมั้ง) หลังจากนั้นก็รอในคิวประมาณ 30-40 นาที ถึงจะได้จับเครื่องจริงๆ ครับ ก่อนจะได้เล่นเกมนั้น จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายคุณสมบัติต่างๆ ของเครื่อง และให้ลองเล่นเดโมเล็กๆ ที่โชว์การสัมผัสจอ Accelerometer และการเล่นกับ Touch Panel ด้านหลังครับ จากนั้นก็เป็นการลองเล่นเกม ซึ่งผมเลือกเล่น BlazBlue: Continuum Shift Extend โดยเท่าที่ได้ลองจับตัวเครื่องและเกม ผมก็ขอรีวิวสั้นๆ ดังนี้

  • ตัวเครื่องประกอบได้แน่นหนา จับแล้วรู้สึกดีกว่า PSP มาก
  • Touch Screen Responsive ดีเหมือนจอ Capacitive ในมือถือและ Tablet ทั่วไป
  • D-Pad กับ 4 ปุ่มหลักเล็กลงอย่างชัดเจน ปุ่มกดเด้งดีเหมือนเดิม แต่ไม่รู้สึกเต็มนิ้วเหมือนแต่ก่อน ต้องบอกก่อนว่าผมได้จับเครื่องไม่นานนัก ความรู้สึกอาจเปลี่ยนไปหลังจากที่ได้เล่นนานๆ ครับ
  • Analog Stick เป็นจอยโยกจริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่แถบเลื่อนๆ เหมือน PSP โยกแล้วให้ความรู้สึกที่ดี ลองใช้เล่น BlazBlue ก็ควบคุมได้ค่อนข้างแม่นยำ เสียที่ไม่ได้พ่วงเป็นปุ่มกดแบบจอย PS3 ด้วย
  • จอ Touch ข้างหลังไม่ได้ทดสอบอะไรมาก เพราะเกมที่ไปเล่นมันไม่ได้ใช้ แต่จาก Demo ที่ให้ทดสอบซึ่งเท่าที่ดูก็โอเค มันมองไม่เห็นนิ้ว ถ้าทำ Interface ไม่ดี ก็จะใช้ลำบาก เล็งลำบากหน่อยครับ
  • จอสวยมาก เล่น BlazBlue ได้ระดับเดียวกับ PS3 แต่ไม่รู้ว่าถ้าเล่นเกมที่ใช้ 3D เต็มๆ อย่างพวก Infamous จะเป็นยังไง ดูในวีดีโอที่คนอื่นเล่นอยู่ใกล้ๆ แล้ว ภาพมันก็แตกหน่อยๆ ก็ได้ระดับเดียวกับมือถือและ Tablet ที่ทำภาพมาดีๆ หน่อยละมั้งครับ

เสียดายจริงๆ ที่เขาไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพมา แต่ก็คงหาดูภาพจากสื่ออื่นๆ ได้ไม่ยากนักครับ

ก่อนกลับผมเดินเก็บตกบูธเล็กๆ ที่พลาดไปครับ ที่น่าสนใจก็มีบูธของ ASCII Media Works ซึ่งเอาเกมบาสคุกอย่าง Ro-Kyu-Bu! มาโชว์ ตัวเกมเป็น ADV ที่ดูๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรครับ ขายโลลิโมเอะกันลูกเดียว (แต่แหม่ ฮินาตะนี่มันน่า……รักจริงๆ) นอกจากนี้ก็มีเคส PSP จำนวนหนึ่ง แล้วก็ Tantei Opera Milky Holmes ที่เห็นแต่โปสเตอร์ครับ



ก่อนงานจะเลิก ผมเดินผ่านไปโซนขายของที่ระลึก ซึ่งก็น่าสนใจครับ ค่ายเกมนำของมาขายกันเป็นเรื่องเป็นราวหลายอย่างอยู่ แต่ผมไม่ได้เตรียมเงินมาเผื่อส่วนนี้ด้วย เลยได้แต่ดู และเก็บภาพมาฝากกันครับ



ปิดท้ายด้วยภาพบรรยากาศหลังจากที่งานเลิก คนทยอยกันเดินกลับครับ โดยส่วนตัวผมหลังจากที่ได้เดินชมงานอย่างเต็มอิ่มทั้งวัน ตั้งแต่งานเริ่มยันเลิก ขอสรุปว่าเป็นงานที่สนุกมากงานหนึ่งครับ โดยรวมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากครับ คุ้มค่ากับการเดินทางไกลมาจากโอซาก้า (ค่าเดินทางแพงกว่าค่าตั๋ว 10 กว่าเท่า OTL) ถ้ามีโอกาสมาญี่ปุ่นช่วงที่มีงานก็แนะนำให้ลองมาเดินดูครับ แต่จะให้บินมาญี่ปุ่นเพื่อมางานนี้งานเดียวคงจะไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่ เว้นแต่คุณจะเป็นคนที่ชอบเกมมากๆ และอยากลองเล่นเกมใหม่ๆ ก่อนชาวบ้านครับ



สุดท้ายนี้ก่อนจากกันขอจบการรายงานด้วยสิ่งที่ทุกคนรอคอย (รึเปล่า?) ภาพพริตตี้และคอสเพลนั่นเองครับ ปกติผมไม่ใช่คนที่ชอบดูอะไรทำนองนี้เท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าพริตตี้และคอสเพลของ TGS นี่มันแจ่มจริงๆ ยิ่งก่อนเลิกงานที่พริตตี้จากแต่ละบูธโชว์ตัวให้ตากล้องยิงรัวกันได้ไม่ยั้งนี่สนุกมากๆ ครับ สำหรับภาพทั้งหมดจากงานสามารถตามไปดูได้ที่ Picasa ของผมนะครับ โดยจะแยกเป็นภาพทั่วไปและภาพพริตตี้กับคอสเพลครับ